การรักษาโรคเหงือกสรุปชัดๆ ตามระยะของโรค
คำถามที่ว่า "โรคเหงือกหายไหม?" คำตอบขึ้นอยู่กับว่าเราตรวจเจอในระยะไหน ยิ่งรักษาเร็ว ยิ่งมีโอกาสกลับมา "เหงือกสุขภาพดี" ได้ 100% แต่ถ้าทิ้งไว้นานจนถึงขั้นสูญเสียกระดูกเบ้าฟัน การรักษาจะเป็นการ "ประคับประคอง" ไม่ให้สูญเสียฟันไปมากกว่าเดิมครับ
ระยะที่ 1: เหงือกอักเสบ (Gingivitis)
นี่คือระยะเริ่มต้นที่พบบ่อยที่สุด เช่น เหงือกบวม แดง และมีเลือดออกขณะแปรงฟัน
หายขาดได้ไหม: "หายขาดได้แน่นอน" *
การรักษา: ในระยะนี้กระดูกเบ้าฟันยังไม่ถูกทำลาย เพียงแค่มาขูดหินปูนร่วมกับการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกวิธี เหงือกจะกลับมาแน่นและสุขภาพดีได้เหมือนเดิมครับ
ระยะที่ 2: โรคปริทันต์อักเสบ (Periodontitis)
หากปล่อยให้เหงือกอักเสบเรื้อรัง เชื้อแบคทีเรียจะเริ่มทำลายเนื้อเยื่อและ "กระดูกที่รองรับรากฟัน" ทำให้เกิดร่องลึกระหว่างเหงือกกับฟัน (Pocket)
หายขาดได้ไหม: "ไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิมได้ 100%" เนื่องจากกระดูกที่ละลายไปแล้วมักไม่สร้างกลับมาใหม่ แต่สามารถ "รักษาให้โรคสงบได้" *
การรักษา: ต้องทำความสะอาดลึกถึงใต้เหงือก (เกลารากฟัน) เพื่อกำจัดแหล่งสะสมเชื้อโรค หากรักษาดีและดูแลตัวเองสม่ำเสมอ โรคจะหยุดอยู่กับที่และไม่ลุกลาม
ระยะที่ 3: โรคปริทันต์รุนแรง (Advanced Periodontitis)
ระยะนี้กระดูกเบ้าฟันถูกทำลายไปมากจนฟันเริ่มโยก เหงือกร่น เห็นรากฟันชัดเจน หรือมีหนอง
หายขาดได้ไหม: "ไม่หายขาด" เป้าหมายหลักคือการรักษาเพื่อ "รักษาฟันแท้ไว้ให้นานที่สุด" *
การรักษา: อาจต้องมีการผ่าตัดเหงือก หรือในบางกรณีหากฟันโยกมากจนไม่สามารถรับแรงเคี้ยวได้ ทันตแพทย์อาจจำเป็นต้องถอนฟันและใส่ฟันปลอมแทน
"เหงือกอักเสบ" แก้ไขได้ แต่ "เหงือกพัง" ทำได้แค่ประคอง > การตรวจสุขภาพฟันทุก 6 เดือน คือวิธีที่ประหยัดและเจ็บตัวน้อยที่สุดในการป้องกันโรคเหงือก