แชร์

“ลูกฟันน้ำนมโยก” ควรรอให้หลุดเองหรือพาไปหาหมอฟันดี?

อัพเดทล่าสุด: 14 พ.ย. 2025
46 ผู้เข้าชม

"ฟันน้ำนมโยก" จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในช่องปากเด็ก

"ฟันโยก" เป็นหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญของพัฒนาการเด็กที่บ่งบอกว่ากำลังจะเปลี่ยนจากฟันน้ำนมเป็นฟันแท้ หลายครอบครัวอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็ก ปล่อยให้หลุดเองก็ได้ แต่ในความจริงแล้ว ไม่ใช่ทุกกรณีที่ควร "รอให้หลุดเอง" เพราะบางครั้งการฟันโยกผิดปกติอาจนำไปสู่ปัญหาฟันแท้ขึ้นผิดที่ เหงือกอักเสบ หรือเกิดการติดเชื้อได้

ฟันน้ำนมโยกเกิดจากอะไร?

โดยทั่วไป ฟันน้ำนมจะเริ่มโยกเมื่อรากฟันน้ำนมค่อย ๆ ละลาย เพื่อเปิดทางให้ฟันแท้ขึ้นมาแทนที่ กระบวนการนี้เป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นในช่วงอายุ 6-12 ปี อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีฟันอาจโยกผิดปกติ เช่น

  • ฟันโยกก่อนเวลาเพราะการกระแทกหรืออุบัติเหตุ
  • ฟันน้ำนมไม่ยอมหลุดแม้ฟันแท้เริ่มขึ้นแล้ว
  • ฟันโยกจากเหงือกอักเสบหรือมีการติดเชื้อในรากฟัน

หากคุณพ่อคุณแม่ไม่แน่ใจว่าฟันโยกของลูกผิดปกติหรือไม่ ควรพาไปพบทันตแพทย์เพื่อประเมินโดยละเอียด

7 สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพาลูกไปหาหมอฟัน

ฟันโยกเกิดขึ้นจากกระบวนการที่รากฟันน้ำนมจะค่อยๆ สลายตัวไปเองตามธรรมชาติ เพื่อเปิดทางให้ฟันแท้ที่อยู่ด้านล่างดันขึ้นมา แต่หากฟันโยกของลูกมีลักษณะดังต่อไปนี้ควรรีบพาลูกไปพบทันตแพทย์ทเพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพช่องปากในระยะยาว

  • ฟันโยกนานเกิน 6 เดือนแต่ไม่หลุด: หากลูกโยกฟันมานานหลายเดือนแล้ว ฟันยังคงอยู่เหมือนเดิม อาจบ่งบอกว่ามีปัญหาที่รากฟัน หรือฟันซ้อนเก ขากรรไกรมีเนื้อที่ไม่เพียงพอสำหรับฟันแท้ 
  • ฟันแท้ขึ้นซ้อนกับฟันน้ำนม: นี่คือสัญญาณที่พบบ่อยที่สุด และต้องการการแก้ไขโดยเร็ว เพื่อป้องกันฟันเกหรือปัญหาการสบฟัน
  • เด็กบ่นปวดฟัน หรือเหงือกบวมแดงรอบๆ ฟันที่โยก: อาจเกิดการอักเสบหรือติดเชื้อที่รากฟันหรือเหงือก 
  • มีเลือดออกซึมๆ หรือหนองบริเวณฟันโยก: เป็นสัญญาณของการติดเชื้อที่ต้องได้รับการรักษาทันที
  • มีกลิ่นปากผิดปกติ: อาจเกิดจากการสะสมของแบคทีเรียหรือการติดเชื้อรอบๆ ฟันโยก
  • ลูกกินอาหารลำบาก หรือเคี้ยวไม่ถนัด: ฟันโยกมากอาจทำให้เจ็บ หรือกังวลเวลาเคี้ยว ส่งผลต่อการกินของลูก
  • ฟันโยกหลังได้รับอุบัติเหตุ หรือการกระแทก: อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อฟันน้ำนมและฟันแท้ที่อยู่ด้านล่าง

อ้างอิง Mayo Clinic, 2022 และข้อมูลจากทันตแพทย์เด็ก

อันตรายที่พ่อแม่คาดไม่ถึง ทำไมไม่ควรดึงฟันโยกของลูกเอง?

แม้จะดูเป็นเรื่องง่ายๆ และเป็นภาพจำในวัยเด็กของหลายคน แต่การดึงฟันโยกของลูกเอง อาจนำมาซึ่งผลเสียที่ร้ายแรงกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่เรื่องความเจ็บปวดชั่วคราว แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพช่องปากและจิตใจของลูกในระยะยาว

ผลข้างเคียงที่คุณพ่อคุณแม่อาจไม่รู้:

  • บาดแผลและการติดเชื้อ: เหงือกอาจฉีกขาด มีเลือดออกมาก และเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากการใช้มือหรืออุปกรณ์ที่ไม่สะอาด
  • กระทบกระเทือนฟันแท้: ฟันแท้ที่กำลังจะขึ้นอยู่ใต้ฟันน้ำนม อาจได้รับแรงกระแทกหรือเสียหาย
  • สร้างความฝังใจ: เด็กอาจเกิดความเจ็บปวดและความกลัวการทำฟันไปตลอดชีวิต ซึ่งงานวิจัยจาก Journal of Pediatric Dentistry (2021) ชี้ว่า เด็กที่เคยมีประสบการณ์เจ็บจากการดึงฟันเอง มีแนวโน้มกลัวการทำฟันในอนาคต
  • ฟันขึ้นผิดตำแหน่ง: หากถอนฟันน้ำนมออกผิดเวลา หรือไม่ถูกวิธี อาจส่งผลให้ฟันแท้ขึ้นผิดตำแหน่งได้

"หมอฟันเด็ก" เพื่อนคู่ใจที่ดีที่สุดในการดูแลรอยยิ้มของลูก

ทันตแพทย์เฉพาะทางสำหรับเด็ก (Pediatric Dentist) ไม่ใช่แค่ทันตแพทย์ทั่วไป แต่คือผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการอบรมเพิ่มเติม 2-3 ปี หลังจบทันตแพทย์ เพื่อเรียนรู้พัฒนาการช่องปากเด็ก จิตวิทยาเด็ก และเทคนิคการรักษาที่เหมาะสมกับวัยโดยเฉพาะ

งานวิจัยจาก American Academy of Pediatric Dentistry (AAPD, 2023) ชี้ว่า เด็กที่ได้รับการดูแลจากหมอฟันเด็กตั้งแต่ระยะแรก มีความเสี่ยงเกิด "ความกลัวหมอฟัน (Dental Anxiety)" น้อยกว่ากลุ่มทั่วไปถึง 45% และมีแนวโน้มรักษาสุขภาพฟันได้ดีต่อเนื่องจนถึงวัยรุ่น

หมอฟันเด็กจะช่วยดูแลลูกของคุณได้อย่างไรบ้าง?

  • ตรวจและประเมิน: ตรวจหาความผิดปกติและประเมินว่าฟันโยก "พร้อมหลุด" หรือ "ต้องถอน" รวมถึงประเมินการขึ้นของฟันแท้ ป้องกันปัญหาฟันเกหรือฟันซ้อน
  • ถอนฟันอย่างอ่อนโยน: ด้วยเทคนิคเฉพาะ และการใช้ยาชาที่เหมาะกับเด็ก ทำให้ลูกไม่เจ็บ ไม่กลัว
  • แนะนำการดูแลหลังการถอน: แนะนำวิธีดูแลแผลอย่างถูกวิธี เพื่อให้แผลหายเร็วและลดความกังวล
  • วางแผนดูแลช่องปากระยะยาว: ให้คำแนะนำเรื่องฟลูออไรด์เคลือบฟัน (Fluoride varnish), สารเคลือบหลุมร่องฟัน (Sealant) และการดูแลฟันป้องกันฟันผุในอนาคต

การถอนฟันกับหมอฟันเด็กจะปลอดภัยและไร้ความกลัวกว่า เพราะหมอจะใช้เทคนิคเฉพาะ เช่น Tell-Show-Do เพื่อให้เด็กเข้าใจขั้นตอนอย่างอ่อนโยน พร้อมยาชาเฉพาะจุดที่เหมาะกับเด็ก ทำให้ไม่เจ็บและไม่เกิดความกลัวในอนาคต

ขั้นตอนการดูแลหลังฟันหลุดที่ถูกต้อง เพื่อสุขภาพเหงือกและฟันที่แข็งแรง

ไม่ว่าฟันจะหลุดเอง หรือถอนโดยคุณหมอ การดูแลหลังฟันหลุดก็สำคัญไม่แพ้กัน เพื่อให้แผลหายเร็ว และรอยยิ้มใหม่ของลูกสวยสมบูรณ์

สิ่งที่ควรทำ:

  • ห้ามเลือด: ให้ลูกกัดผ้าก๊อซสะอาดเบาๆ ประมาณ 15-30 นาที
  • หลีกเลี่ยง: งดอาหารแข็ง ร้อนจัด เผ็ดจัด หรือเหนียว ภายใน 24 ชั่วโมงแรก
  • ความสะอาด: บ้วนปากด้วยน้ำสะอาดเบาๆ หลังมื้ออาหาร ไม่ควรแปรงฟันแรงๆ บริเวณแผล
  • ให้กำลังใจ: พูดให้ลูกเข้าใจว่า "ฟันแท้กำลังจะขึ้นนะลูก" เพื่อสร้างทัศนคติที่ดีต่อการเปลี่ยนแปลง
  • สังเกตอาการ: หากมีอาการบวม ปวดมาก หรือเลือดออกไม่หยุด ให้รีบกลับมาพบทันตแพทย์ทันที

ดูแลรอยยิ้มของลูกให้สวยสุขภาพดี ที่ คลินิกทันตกรรมสยาม (Siam Dental Clinic)

คลินิกทันตกรรมสยาม (Siam Dental Clinic) เราให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างครบวงจร ทั้งดูแลเชิงป้องกัน และรักษาโดยทีมทันตแพทย์เฉพาะทาง

นอกจากนี้ คลินิกทันตกรรมสยาม (Siam Dental Clinic) ยังขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งใน คลินิกเฉพาะทางด้านทันตกรรมเด็ก ที่ได้รับความไว้วางใจจากคุณพ่อคุณแม่จำนวนมาก เพราะมีทันตแพทย์เฉพาะทางสำหรับเด็กที่เข้าใจพฤติกรรมของเด็กทุกวัย ใช้เทคนิคดูแลอย่างอ่อนโยน เป็นมิตร และช่วยลดความกลัวหมอฟันได้อย่างเห็นผล บรรยากาศภายในคลินิกอบอุ่น เป็นกันเอง มีโซนเครื่องเล่น ให้เด็ก ๆ ได้ผ่อนคลาย เล่นสนุก กลับออกไปพร้อม รอยยิ้มที่สดใส และ ความประทับใจดี ๆ จากการมาหาหมอฟัน



ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายตรวจสุขภาพฟันได้ที่ คลินิกทันตกรรมสยาม (Siam Dental Clinic)

โทร 081-814-5544 หรือ 02-748-3001-3 กด 0

Line: @siamdc (มี @ ด้านหน้า) หรือคลิก https://lin.ee/sfbKVDY

Facebook: https://www.facebook.com/siamdentalclinicth/

Instagram: https://www.instagram.com/siamdc

TikTok: https://www.tiktok.com/@siamdental.clinic

Lemon8: https://s.lemon8-app.com/s/GgUmpmMdxd

YouTube: https://www.youtube.com/@siamdentalclinicth

Google Maps: https://maps.app.goo.gl/81Rm2jPcieqBnNwj9


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ