“หินปูน” ภัยเงียบที่คุกคามรอยยิ้มและสุขภาพ

คุณเคยรู้สึกถึงความสากๆ ที่ผิวฟัน หรือสังเกตเห็นคราบสีเหลืองน้ำตาลเกาะแน่นอยู่บริเวณโคนฟันบ้างไหม? อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นสัญญาณเตือนจาก "หินปูน" (Dental Calculus) ภัยเงียบที่พร้อมจะทำลายสุขภาพช่องปากของคุณอย่างช้าๆ จนอาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ที่ร้ายแรงกว่าที่คุณคิด! หลายคนมักมองข้ามความสำคัญของการขูดหินปูนคิดว่าไม่จำเป็น หรือกลัวความเจ็บปวด แต่ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรม การขูดหินปูนเป็นหนึ่งในการดูแลสุขภาพช่องปากที่สำคัญที่สุด ไม่ต่างจากการตรวจสุขภาพประจำปีเลยทีเดียว
แล้วเจ้าหินปูนนี้มาจากไหนกันแน่? ทำไมการปล่อยทิ้งไว้ถึงอันตราย? และทำไมเราทุกคนจึงควรเข้ารับการขูดหินปูนอย่างสม่ำเสมอ? บทความนี้จะไขทุกข้อสงสัย พร้อมพาคุณไปทำความรู้จักกับ "หินปูน" อย่างละเอียด เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลรักษาสุขภาพฟันและเหงือก เพื่อรอยยิ้มที่สดใสและสุขภาพฟันที่ดีอย่างยั่งยืน
หัวข้อที่น่าสนใจ
1. ทำความรู้จัก "หินปูน" คืออะไร?
2. หินปูนมาจากไหน? ต้นกำเนิดของภัยร้ายในช่องปาก
3. ทำไมต้อง “ขูดหินปูน”? ผลกระทบของหินปูนต่อสุขภาพช่องปากและร่างกาย
4. กระบวนการ "ขูดหินปูน" และความถี่ที่เหมาะสม
5. ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ เคล็ดลับง่ายๆ เพื่อลดการเกิดหินปูน
ทำความรู้จัก "หินปูน" คืออะไร?

ก่อนจะไปถึงเรื่องการขูดหินปูนเรามาทำความเข้าใจก่อนว่า "หินปูน" คืออะไรและเกิดขึ้นได้อย่างไร? "หินปูน" หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่า "Dental Calculus" คือคราบจุลินทรีย์ (Plaque) ที่แข็งตัวเกาะติดอยู่บนผิวฟัน เหนือเหงือก และใต้เหงือก คราบจุลินทรีย์เหล่านี้เกิดจากการรวมตัวกันของเศษอาหาร น้ำลาย แบคทีเรีย และผลิตภัณฑ์ที่แบคทีเรียสร้างขึ้น ซึ่งหากไม่ได้รับการทำความสะอาดอย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอ คราบจุลินทรีย์เหล่านี้ก็จะสะสมแร่ธาตุจากน้ำลายและกลายเป็นหินปูนในที่สุด
งานวิจัยจาก สมาคมทันตกรรมอเมริกา (American Dental Association - ADA) ได้ระบุว่า กระบวนการเกิดหินปูนนี้สามารถเกิดขึ้นได้ภายในระยะเวลาเพียง 24-72 ชั่วโมง หลังจากคราบจุลินทรีย์ก่อตัวขึ้น หากไม่มีการแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟันเพื่อกำจัดคราบเหล่านั้นออกไปอย่างมีประสิทธิภาพ
หินปูนมาจากไหน? ต้นกำเนิดของภัยร้ายในช่องปาก
หินปูนไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติอย่างที่เราเข้าใจ แต่เป็นผลพวงโดยตรงจากการดูแลสุขอนามัยช่องปากที่ไม่ดีพอ โดยมีปัจจัยหลักๆ ที่ส่งเสริมการก่อตัวของหินปูนดังนี้:
1. คราบจุลินทรีย์:
นี่คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด หลังจากเรารับประทานอาหาร แบคทีเรียในช่องปากจะทำปฏิกิริยากับน้ำตาลและแป้งที่ตกค้าง ก่อให้เกิดเป็นฟิล์มเหนียวๆ ที่มองไม่เห็นและเกาะติดบนผิวฟัน เรียกว่า "คราบจุลินทรีย์" ซึ่งเต็มไปด้วยแบคทีเรีย
2. แร่ธาตุในน้ำลาย:
น้ำลายของเรามีแร่ธาตุหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งแคลเซียมคาร์บอเนต เมื่อคราบจุลินทรีย์สะสมอยู่บนผิวฟันเกิน24ชม.จะแปรงไม่ออก และเหนี่ยวนำให้แร่ธาตุเหล่านี้จะค่อยๆตกตะกอนจับกับคราบจุลินทรีย์ เมื่อแปรงฟันไม่ได้หลายๆวัน คราบจุลินทรีย์ก็จะหนาขึ้น หินปูนก็จะตกตะกอนเพิ่มอีก ทำให้คราบเหล่านั้นหนาขึ้น แข็งตัวและกลายเป็นหินปูนในที่สุด
3. การดูแลสุขอนามัยช่องปากที่ไม่ดี:
การแปรงฟันที่ไม่ถูกวิธี ไม่สม่ำเสมอ หรือการละเลยการใช้ไหมขัดฟัน ทำให้คราบจุลินทรีย์มีโอกาสสะสมและก่อตัวเป็นหินปูนได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะบริเวณที่เข้าถึงยาก เช่น ซอกฟัน ด้านในของฟันล่างด้านหน้า หรือบริเวณที่อยู่ติดกับเหงือก
4. ปัจจัยทางพันธุกรรมและพฤติกรรม:
บางคนอาจมีแนวโน้มที่จะเกิดหินปูนได้ง่ายกว่าคนอื่น เนื่องจากปัจจัยทางพันธุกรรม หรือมีแคลเซียมในน้ำลายสูง หรือมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารบางชนิด การแปรงฟันและการใช้ไหมขัดฟันอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันการสะสมของคราบจุลินทรีย์ที่เป็นต้นตอของการเกิดคราบหินปูน หากคราบเหล่านี้ไม่ถูกกำจัดออกไป การแข็งตัวของหินปูนก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากแปรงฟันได้ดีเยี่ยมจนไม่มีคราจุลินทรีย์หลงเหลือเลย ก็จะทำให้หินปูนไม่สามารถเกาะผิวฟันได้ ก็จะทำให้ปราศจากหินปูน
ทำไมต้อง “ขูดหินปูน”? ผลกระทบของหินปูนต่อสุขภาพช่องปากและร่างกาย

หลายคนอาจจะคิดว่าหินปูนเป็นแค่เรื่องความสวยงาม แต่แท้จริงแล้ว หินปูนคือตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพช่องปากที่รุนแรง การละเลยการขูดหินปูนไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เพียงความสวยงามของฟัน แต่ยังเป็นต้นตอของปัญหาสุขภาพช่องปากที่รุนแรง และอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายโดยรวมได้อีกด้วย
1. โรคเหงือกอักเสบ (Gingivitis):
หินปูนที่สะสมอยู่ตามแนวเหงือกจะเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรีย แบคทีเรียเหล่านี้จะปล่อยสารพิษออกมาทำลายเนื้อเยื่อเหงือก ทำให้เหงือกอักเสบ บวม แดง และมีเลือดออกง่ายขณะแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน นี่คือสัญญาณแรกที่บ่งบอกว่าคุณควรได้รับการขูดหินปูนโดยเร็ว
2. โรคปริทันต์อักเสบ (Periodontitis):
หากโรคเหงือกอักเสบไม่ได้รับการรักษา หินปูนจะสะสมลึกลงไปใต้เหงือก ทำให้เกิด "ร่องลึกปริทันต์" ซึ่งเป็นช่องว่างระหว่างเหงือกและฟัน แบคทีเรียในหินปูนจะทำลายกระดูกและเนื้อเยื่อที่ยึดฟันไว้ ทำให้ฟันโยกและสุดท้ายอาจนำไปสู่การสูญเสียฟันได้ในที่สุด
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Periodontology ได้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างการสะสมของหินปูนกับการเกิดและการลุกลามของโรคปริทันต์อักเสบ โดยระบุว่า “หินปูนทำหน้าที่เป็นตัวกักเก็บแบคทีเรียและสารพิษ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการทำลายเนื้อเยื่อปริทันต์”
3. ฟันผุ (Dental Caries):
แม้ว่าหินปูนเองจะไม่ได้ทำให้เกิดฟันผุโดยตรง แต่หินปูนมีลักษณะเป็นพื้นผิวที่ขรุขระ ทำให้คราบจุลินทรีย์และเศษอาหารเกาะติดได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้แบคทีเรียที่ก่อให้เกิดฟันผุทำงานได้ดีขึ้น ทำให้เกิดฟันผุได้ง่ายขึ้น
4. กลิ่นปาก (Halitosis):
แบคทีเรียที่สะสมอยู่ในหินปูนจะสร้างสารระเหยที่มีกลิ่นเหม็น ทำให้เกิดปัญหากลิ่นปากเรื้อรัง ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการแปรงฟันเพียงอย่างเดียว การขูดหินปูนจะช่วยกำจัดต้นตอของกลิ่นปากเหล่านี้
5. ปัญหาด้านความสวยงาม:
ฟันที่มีหินปูนเกาะแน่นเป็นคราบเหลืองหรือน้ำตาล จะส่งผลต่อความสวยงาม ทำให้คุณไม่กล้ายิ้ม ไม่กล้าพูดคุยอย่างมั่นใจ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบุคลิกภาพและการเข้าสังคม
6. ผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายโดยรวม:
นอกจากผลกระทบต่อช่องปากแล้ว งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นยังชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างโรคปริทันต์อักเสบที่เกิดจากหินปูนกับการเพิ่มความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพร้ายแรงอื่นๆ เช่น:
โรคหัวใจและหลอดเลือด: แบคทีเรียจากช่องปากสามารถเข้าสู่กระแสเลือดและส่งผลกระทบต่อหลอดเลือด ทำให้เกิดการอักเสบและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมอง
โรคเบาหวาน: ผู้ป่วยเบาหวานมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคเหงือกและปริทันต์อักเสบได้ง่ายขึ้น และในทางกลับกัน การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานก็อาจทำได้ยากขึ้นหากมีปัญหาสุขภาพช่องปาก
ภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์: หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคปริทันต์อักเสบมีความเสี่ยงสูงที่จะคลอดก่อนกำหนดหรือมีทารกน้ำหนักแรกเกิดน้อย
โรคระบบทางเดินหายใจ: แบคทีเรียจากช่องปากสามารถถูกสูดดมเข้าไปในปอด ทำให้เกิดการติดเชื้อในปอด เช่น โรคปอดอักเสบ
โดย สถาบันปริทันตวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (American Academy of Periodontology: AAP) แนะนำว่าการตรวจสุขภาพช่องปากและขูดหินปูนอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันและควบคุมโรคเหงือกและปริทันต์อักเสบ
กระบวนการ "ขูดหินปูน" และความถี่ที่เหมาะสม
การขูดหินปูน หรือ "Dental Scaling" คือกระบวนการที่ทันตแพทย์ใช้เครื่องมือพิเศษในการกำจัดหินปูนและคราบจุลินทรีย์ที่สะสมอยู่บนผิวฟัน เหนือเหงือก และใต้เหงือก โดยทั่วไปแล้วจะใช้เครื่องมืออัลตราโซนิก (Ultrasonic Scaler) ซึ่งใช้คลื่นเสียงความถี่สูงในการสั่นสะเทือนเพื่อกะเทาะหินปูนออก และอาจใช้เครื่องมือขูดด้วยมือ (Hand Scaler) เพื่อขูดเก็บรายละเอียดในบริเวณที่เข้าถึงยาก
ขั้นตอนการขูดหินปูนโดยทั่วไป:
- การตรวจวินิจฉัย: ทันตแพทย์จะตรวจสภาพช่องปากทั้งหมด เพื่อประเมินปริมาณและตำแหน่งของหินปูน รวมถึงสภาพเหงือกและฟัน
- การขูดหินปูน: ใช้เครื่องมืออัลตราโซนิกขจัดหินปูนออกอย่างอ่อนโยน โดยมีน้ำฉีดพ่นตลอดเวลาเพื่อล้างเศษหินปูนและลดความร้อน
- การเกลารากฟัน (กรณีจำเป็น): หากมีหินปูนสะสมอยู่ใต้เหงือกจำนวนมาก ทันตแพทย์อาจทำการเกลารากฟัน เพื่อกำจัดคราบหินปูนและแบคทีเรียได้อย่างหมดจดิทำให้ผิวรากฟันเรียบ ป้องกันการกลับมาสะสมของหินปูนและช่วยให้เหงือกกลับมายึดติดกับฟันได้ดีขึ้น
- การขัดฟัน: หลังจากขูดหินปูนเสร็จ ทันตแพทย์จะใช้แปรงและยาสีฟันชนิดพิเศษขัดผิวฟันให้เรียบและเงางาม เพื่อลดการเกาะติดของคราบจุลินทรีย์
- การให้คำแนะนำ: ทันตแพทย์จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลสุขอนามัยช่องปากที่บ้านอย่างถูกวิธี
ความถี่ที่เหมาะสมในการขูดหินปูน:
โดยทั่วไปแล้ว ทันตแพทย์ส่วนใหญ่แนะนำให้ทำการขูดหินปูนทุกๆ 6 เดือน หรือปีละ 2 ครั้ง ในรายที่ดูแลสุขภาพและทำความสะอาดได้ดี อาจขูดหินปูนทุก 1ปี อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดหินปูน เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือผู้ที่มีปัญหาโรคเหงือก อาจจะต้องเข้ารับการขูดหินปูนบ่อยกว่านั้นตามคำแนะนำของทันตแพทย์
ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ เคล็ดลับง่ายๆ เพื่อลดการเกิดหินปูน

แม้การขูดหินปูนจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่การป้องกันไม่ให้หินปูนก่อตัวขึ้นตั้งแต่แรกย่อมดีที่สุด โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้:
- แปรงฟันอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ: แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 นาทีขึ้นไป โดยใช้แปรงสีฟันที่มีขนนุ่มและยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ เน้นแปรงให้ทั่วถึงทุกซี่ ทุกด้าน และให้ความสำคัญกับการแปรงบริเวณแนวเหงือก
- ใช้ไหมขัดฟันทุกวัน: การแปรงฟันอย่างเดียวไม่สามารถกำจัดคราบจุลินทรีย์และเศษอาหารที่ติดอยู่ตามซอกฟันได้ทั้งหมด การใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำทุกวันจะช่วยกำจัดคราบเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ใช้น้ำยาบ้วนปาก (ถ้าจำเป็น): น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของสารฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางชนิดสามารถช่วยลดปริมาณแบคทีเรียในช่องปากได้ แต่ไม่สามารถทดแทนการแปรงฟันและการใช้ไหมขัดฟันได้ ควรปรึกษาทันตแพทย์ก่อนใช้น้ำยาบ้วนปาก
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์: ลดการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลสูงและแป้งขัดขาว ซึ่งเป็นอาหารโปรดของแบคทีเรียในช่องปาก เพิ่มการบริโภคผัก ผลไม้ และอาหารที่มีกากใยสูง
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่: การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคเหงือกและปริทันต์อักเสบ
- พบทันตแพทย์เป็นประจำ: ตรวจสุขภาพช่องปากและขูดหินปูนตามกำหนดนัด อย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง
ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายตรวจสุขภาพฟันได้ที่ Siam Dental Clinic
โทร 081-814-5544 หรือ 02-748-3001-3 กด 0
Line: @siamdc (มี @ ด้านหน้า) หรือคลิก https://lin.ee/sfbKVDY
Facebook: https://www.facebook.com/siamdentalclinicth/
Instagram: https://www.instagram.com/siamdc
TikTok: https://www.tiktok.com/@siamdental.clinic
Lemon8: https://s.lemon8-app.com/s/GgUmpmMdxd
YouTube: https://www.youtube.com/@siamdentalclinicth
Threads: https://www.threads.com/@siamdc?igshid=NTc4MTIwNjQ2YQ==
X: https://x.com/siamdcth?s=21
Google Maps: https://maps.app.goo.gl/81Rm2jPcieqBnNwj9


